Sumonmarn's profilem2merryPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 14

    จดหมายซึ้งๆ เจ็บๆ คันๆ จากโซเซ

    ถึง เกเร & โลเล
     
    กาลเวลาผันผ่าน..
    อาจเปลี่ยนวันวานตามไปได้
    แต่ตราบใดที่ภาษายังไม่เปลี่ยนไป
    คำว่า "เพื่อน" เขียนอย่างไร ความหมายย่อมเหมือนเดิม
    -------------------------------------
    น่าน...จามาแอบซึ้งกันยามบ่าย นั่งจิบกาแฟไป คลอเสียงเพลง และคลื่นวิทยุ
    ช่างมีฟามสุขไรอย่างเน้...(ได้ข่าวว่าการบ้านยังไม่เสร็จอ่ะนะ ยังจะชิว)
     
    เป็นครั้งแรกของเดือนที่ยุ่งมาก และไม่ได้อัพสเปซมาซะสองอาทิตย์
    ช่วงนี้แก๊งค์ mmu หายหน้าหายตานะ
    นี่มันหนังเรื่อง สายแข็ง ตอนแตกทัพเรือ ป่าวเนี่ยย ห้าๆๆๆๆ ยังจะขำอีกกรุ...
    ก็เพื่อนหายหน้าหายตาอ่ะนะ ขาแชทยามดึก หายไปไหนกานอ่า แอบเหงาแงะ
    ออนก็ไม่ค่อยว่างคุยหรอกนะ แต่ก็อยากจะออน ทะม้ายยยก้อไม่รู้
    อาการท่าจะหนักแฮะ
     
    โซเซกับการคาดเดาเหตุการณ์ของเค้า...
    เกเร...ท่าจะงานเข้า หลังจากไปถ่ายทำเดโมที่อัมพวา ก็ใกล้จะกลายร่างเป็นดาว...อย่างเต็มตัว ดังแร้วอย่าทิ้งกุน้า
    ในอนาคตคาดว่าจะได้รับการจารึกจากวงการดาราศาสตร์ไทย และได้ชื่อขึ้นทำเนียบเป็น "ดาวแพนด้า" อย่างเต็มตัว
    โลเล...หมู่นี้ทำตัวหลบๆ ซ่อนๆ อย่างกะกะลังหนีหนี้ อาการเอ็มเค้าก็ร่อแร่เต็มที...ทำตัวเกเรนะเอ็มนะ
    Tips: หากโทรไปหาโลเลแล้วเกิดการตัดสาย หรือติดต่อไม่ได้ ให้สร้างสมมติฐานว่า โลเลเค้าอาจยังไม่สะดวกจะคุย
    หรือไม่มีอารมณ์เมาท์ เพราะถึงเวลาที่สมควร ท่านจะได้รับการติดต่อทางโทรจิตเอง...ห้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    (กัดเพื่อนวันละนิด จิตแจ่มใส ลั้ลลา...)
     
    ส่วนโซเซเค้าก็แวะมาอัพสเปซทิ้งท้าย ก่อนจะบินลัดฟ้าไปแดนปลาดิบ (วันที่ 19มิย.- 5กค.)
    อยากจะบอกเพื่อนๆ ว่า .....รักนะ เด็กโข่ง...เด๋วเค้าจะซื้อไอติมอร่อยๆ มาฝาก (ถ้ามันไม่ละลายซะก่อน)
     
    จาก โซเซเอง
    May 28

    กลอนห้า ห้า ห้า เวอร์ชั่นเสียสติ

    สิ่งใดในโลกล้วน อนิจจัง
    บุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน ตัดยาก
    เอ็มเอ็มยูอีกเล่า ยากแท้ ลืมลง
    เสื้อผ้าเกลื่อนตลาด อยากได้ สุดสุด
     
    ไม่มีอะไร สามารถ หยุดหยุด
    สิ้นสติ ไปซะแล้ว พลาดพลาด
    เงินสะพัด ไปซะแล้ว ออกออก
    กระเป๋ากรู ฉีกซะแล้ว เคียดเคียด -*-
     
    ถึงบ้าน สติมา คืนกลับ
    นี่กระเป๋ากรู หรือคับ ฉีกเชี่ย..
    ห้า ห้า ห้า...ไว้อาลัย ซักพัก
    ห้า ห้า ห้า...จะกินไรกันเล่า พรุ่งนี้
    ห้า ห้า ห้า...เสียสติ อีกครั้ง เป็นไร
    ห้า ห้า ห้า...เบรเซอร์ บลัชออน คอนซีลไซร้ จัดมา
    .........................................................................
    หากกลอนห้า ห้า ห้า นี้ มีพฤติกรรมพาดพิงถึงผู้ใด
    ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย มันอดมะได้เจงๆ ห้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    กรุณาฟังเสียงหัวเราะอีกครั้งหนึ่ง ห้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
     
    May 16

    เพราะความเหงาไม่เข้าใครออกใคร...เหงากันจ๊างงงง

    ฝนตก...เหงา
    แดดออก...เหงา
    หน้าหนาว...เหงา
    เมฆครึ้ม...เหงา
    พายุเข้า...เหงา
     
    ก็คนมันจะเหงา อากาศแนวไหนมาก็เหงา
    บางอารมณ์ใจคนเราก็เปลี่ยนกันซะดื้อๆ เฉกเช่น ฝน
    อยู่ดีๆ ก็พรั่งพรูลงมาอย่างไม่บอกกล่าวกัน
    ราวกับจะท้าทายจิตใจของคนที่โดดเดี่ยว ให้ทวีความเหงากำลังสอง
     
    ในยามที่เราห่วงใยใครบางคน จะรู้ได้อย่างไรว่า ใครอีกคนเค้าต้องการ
    เป็นคำถามที่ไม่อาจรู้คำตอบ หรือไม่อยากรู้อาจจะดีกว่า
    ในยามที่มีคนห่วงใยในตัวเรา จะบอกให้เค้ารู้ได้อย่างไรว่า เราอาจไม่ต้องการ
    มากมาย...ไม่ได้หมายถึง คนรับจะรู้สึกเหมือนกันกับที่ส่งให้ไป
    น้อยนิด...ไม่ได้หมายถึง คนส่งจะรู้สึกเหมือนกันกับที่ส่งให้ไป
     
    แต่อย่างน้อยความสัมพันธ์ระหว่าง "ความเหงา" และ "ความห่วงใย" ก็คงจะแปรผันตามฝนเสมอ 
    ความเหงา + ฝน = ความห่วงใย (กำลังสอง)
    ความห่วงใย + ฝน = ความเหงา (กำลังสอง)
    ฉะนั้น ความเหงา + ความห่วงใย = ฝน (กำลังสี่)
    จากสมการสรุปได้ว่า หากคนมีความเหงา และความห่วงใยเพิ่มมากขึ้น จะทำให้ฝนตกมากขึ้นสี่เท่า
    (อ่าวเห้ยยย ไปไงมาไงวะเนี่ยกรู ห้าๆๆๆๆๆๆ ใครเข้าใจช่วยอธิบายที เขียนเองงงเองค๊าบบบบ)
     
    ปล. ฤดูนี้เป็นอันตรายต่อเด็กและสตรีที่มีจิตใจบอบบางอย่างยิ่ง
    ใครมีโรคประจำตัวเป็นคนขี้เหงา กรุณาหายาทัมใจป้องกันการระบาดของเชื้อเหงา ด่วน!
    ร้ายแรงกว่า เชื้อไข้หวัดH1N1 อีกนะน่ะ
     
    May 09

    ในวันที่เพื่อนเหงา...เศร้า...เซ็ง

    บางทีคนเราก็เหงา
    ...ไม่มีเหตุผล...
    บางทีคนเราเห็นเพื่อนเหงา ก็รู้สึกเหงาไปด้วย
    ...ไม่มีเหตุผล...
    บางทีคนเราอยากทำให้เพื่อนหายเหงา
    แต่ก็ทำได้แค่ให้กำลังใจอยู่ห่างๆ
    แต่บางทีที่เราเหงา เราก็ไม่อยากให้เพื่อนมาเหงากะเราด้วย
    ...ไม่มีเหตุผล...
    +++++++++++++++++
    ...บางครั้ง คนเราก็ทำอะไรเหนือเหตุและผล...
    อยากให้คนเราเข้าใจอะไรอย่างง่ายๆ โดยปราศจากเงื่อนไข
    เพราะบางครั้ง เราก็มักจะเอาเงื่อนไขมาพันธนาการจิตใจมากเกินไป
    จนลืมความเป็นตัวตนของตนเอง
    ลืมว่าแท้จริงแล้ว เราต้องการอะไร อยากทำอะไร และทำเพื่อใคร
    ...เพราะบางครั้ง คนเราก็ทำอะไรเหนือเหตุและผล...
    หากชีวิตนี้เรามัวหลงอยู่ในโลกของ If clause ชีวิตก็คงถูกพันธนาการ
    อยู่แต่ในโลกแห่งเงื่อนไขตลอดไป
    +++++++++++++++++++
     
     
     
     
     
    May 04

    หนีเที่ยว ณ ปราณฯ

    เอ้อ มะได้อัพนาน มัวแต่ปั่นรายงาน...เห็นเพื่อนแชทโซไซตี้อัพกันใหญ่ เรยมามั่งจิเรา
    ช่วงนี้ชีวิตชักจะยุ่งๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียน เรื่องแชท...ห้าๆๆๆๆ งานประจำเค้าล่ะ
    ไหนจะงานเข้า เพื่อนเข้า แล้วก็ดันไปลงเรียนที่ ICM-International College of Cosmetic Management
    เพิ่งจะเป็น Freshy ปีหนึ่งเรยนะเรา จะฮาไปไหนเนี่ย...
     
    หลังจากลงเรียนไปไม่ทันไร ก็โดดวิชาพื้นฐานซะแระ ไปเที่ยวปราณบุรีซะ 3 วัน
    ละมือจากงานประจำ ไม่ได้ออนเอม...จนมีคนถามว่า เห้ยยย ไม่ได้ออนจะหายใจไม่ออกเรยหรอวะ
    เอ่อ ก็เกือบล่ะค้าบบบ รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ (นี่กรูเวอร์ไปป่าว)
     
    ปราณบุรี...อากาศดีนะ
    แต่แอบเซ็งเล็กน้อย กะกิจกรรมสำหรับเด็ก และ คน(สูง)วัย ก็เรามานคนวัยรุ่นนี่นะ อิอิ
    แต่ก็รู้สึกชิวๆ ดี เหมือนนานๆ ทีได้อยู่อย่างสงบกะเค้ามั่ง ก็รู้สึกดีไปอีกแบบ
    แต่ก็ดูนิ่งๆ เกิ้นนน สำหรับคนชอบสีสัน และแอดเวนเจอร์บ้าพลังอย่างเราๆ
    แต่...เห้ยคอนดิชั่นเยอะไปไหนเนี่ย พอเห้อออ
     
    กลับมาพร้อมของฝาก สับปะรดกวนหลายขนาน...ของตัวเองก็เยอะ อยากกินจัด
    เพื่อนอยากกินก็จัดไป...แต่จะถึงมือกันถ้วนหน้ารึเปล่าก็อีกเรื่อง ห้าๆๆๆ
    เพราะว่าอาจจะมีกองโจรซุ่มแดกอยู่อย่างลับๆ (อุ่ย เด๋วเข้าตัว)
    ..............................................................
     
    คืนนี้แอบไปอ่านสเปซรุจิ...ก็รู้สึกนึกถึงเพื่อนขึ้นมา
    หลายครั้งที่เราปฎิเสธ เบี้ยวนัดเพื่อน ทั้งๆที่เราก็ว่างนะ แต่บางทีมันก็เหนื่อย ไม่อยากออกจากบ้าน
    บางทีก็กระเป๋าบางเบา เงินสะพัด(ออก)ไม่ไหลย้อนกลับไรเง้ เพราะออกพบปะเพื่อนหลายงาน เหตุผลร้อยแปดอ่ะ
    คนที่ไม่ค่อยได้เจอก็เลยไม่ได้เจอกันซักที
     
    แต่ในความคิดของเรา เพื่อน...ไม่ว่าจะห่างกันแค่ไหนยังไงก็ยังเป็นเพื่อน ไม่อยากให้ใครคิดสั้นแบบนั้น
    เพราะจริงๆ โลกใบนี้ ก็ไม่ได้โหดร้ายอย่างที่คิดหรอก...(แต่มันโหดร้ายกว่านั้นเยอะ เอ๋า ไรของกุเนี่ย)
    คิดถึงเพื่อนอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ
     
    ปล. เมื่อกี้ดูแลรักษาจิตใจหัวหน้าคุยโทสับไปพลาง แชทไปพลาง เอ้า รุจิดันปล่อยมุกหมีโบกแท็กซี่...ทำกุฮาซะดัง
    แต่ก็เพราะเพื่อนยังเป็นเพื่อนอยู่วันยังค่ำ คติพจน์อันนี้ก็ทำให้รอดตัวไปได้นะเรา หุหุ
     
    April 14

    เบื่อ...การเมือง เสื้อแดง และ IS

    ...เหงาจาง...เบื่อเจง...
    นี่มันช่วงสงกรานต์เหรอเนี่ย ไม่เชื่อก้อต้องเชื่อ คนไปไหนกันหมดนะ
    ยิ่งช่วงนี้ปีศาจเสื้อแดงออกอาละวาด มะช่ายศึกแดงเดือดซะหน่อย เวงเจงๆ 
    เซ็งชะมัด ออกไปไหนก็ต้องระวัง ใจคอจะให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองร้างกันเลยหรองายย
     
    แต่จะว่าไปที่ต้องนั่งจับเจ่า เหงาแงะ (ศัพท์ไรของตรูฟระ) อยู่บ้านเนี่ย เป็นเพราะ IS ไม่เสร็จซะงั้น
    ที่สำคัญ...เป็นคนสมาธิสั้นด้วยอ่า แบบว่า จะตั้งใจๆ ทำหัวข้อนี้อยู่ พอคิดไม่ออกก็แวบไปฟังเพลงซะงั้น
    ไหนจะงานหลัก (เอมออน) ก็ละทิ้งไม่ค่อยได้ ห้าๆๆๆๆๆๆๆๆ ต้องให้บาลานซ์ อย่างที่เค้าว่า "Work Life Balance"
    เด๋วจะผิดคอนเสปน่ะนะ...
     
    เซ็งโว้ยยยยย...แต่บ่นไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำรายงานดีก่า มันจะได้เสร็จๆ ไป  
    อยากให้ผ่านวันที่ 24เมย. เร็วๆ จางง
    หลังส่งแร้ว ขอชิวอีกรอบนะ หุหุ
     
    ไปล่ะ ฟิ้ววววววววววววว ฟ้าวววววววววว เฟิ้ยววววววววว แฟ้ววววววววววว (จะผันสระทำไมค้าบบบ)
    March 22

    เฮ้ยยย มันจะดีหรอวะ...

    วันนี้เป็นวันยาวๆ อีกวัน กับชีวิตที่มหาลัย...
    ต้องพรีเซ้นต์วิชา International Finance กลุ่มเราก็ชิลล์อีกตามเคย
    เพิ่งจะไปนั่งเทียนทำ slide กันช่วงพักเที่ยง เพื่อ present ตอนบ่าย หุหุ
    มั่วมากกกกก ขอบอก 555 แต่แล้วก็ผ่านมาได้ด้วยดี
     
    เลิกเรียนนัดอา.ที่ปรึกษาคุยเรื่องโปรเจค IS
    เห็นผลงานกลุ่มอื่น แล้วมองย้อนกลับมาที่กลุ่มเราเอง เฮ้อ...ไมตรูไม่มีไรเรยฟระ
    เป็นเพราะกลุ่มนั้นขยันมากเกิ้นนน หรือว่าเป็นเพราะกลุ่มเราขี้เกียจเกิ้นนน กันแน่..
    (คาดว่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่านะ เหอๆ) และแล้วกลุ่มเราก็ลุกขึ้นรวบรวมความกล้าทั้งหมด
    หยิบของเดินออกไป...ออกไป...ออกไปนอกประตู กลับบ้านไปเรย ห้าๆๆๆๆ
    เซ็งฉิบ...บ่นกะเพื่อนสองคนเป็นหมีกินรังแตนไปเรยว่า เราจะต้องเริ่มต้นทำอย่างจริงจังได้แล้วนะ!!
    เอ้า...ว่าแล้วก็ขับรถไปกินฟูจิที่พารากอนสานสัมพันธ์กะรุ่นน้อง ย้อมใจกันไปพลางๆ ก่อน
    ไว้คราวหน้าเหอะ จะมาแบบเต็มสูบ เดินหน้าเต็มพิกัด (ดีแต่ปากป่าวเนี่ยชั้น)
     
    ว่าแล้วก็ ช่วงสงกรานต์นี้คงไปไหนไกลไม่ได้แหง เพราะกำหนดส่ง 1st draft report วันที่ 24เมษา
    เออนะ ถ้ามัวแต่เริงร่าท้าลมร้อนอยู่ ใกล้ๆ เด๊ดไลน์คงได้หัวฟูกันแน่งานนี้T_T
    แต่ก็แอบดีใจเล็กๆ นะ ใกล้จะเรียนจบแล้ว...ถึงช่วงโค้งสุดท้ายจะเหนื่อยมากกก ก็ตามที
    ...สู้เค้านะ...
     
    ปล. ช่วงนี้ติดคำว่า "เฮ้ยย มันจะดีหรอวะ" แบบว่าคำนี้ ฮาดีอ่ะ ชอบๆ
    ความหมายหรอก็หมายถึงอย่างที่พูดนั่นแหล่ะ อิอิ
     
     
     
     
    March 18

    แอบชิลล์นะเรา

    วันนี้ได้ฤกษ์ไปเล่นฟิตเนสอีกครั้ง...หลังจากไม่ได้เล่นมา 3 เดือนเต็ม
    โอ้วว แม่เจ้า..เหนื่อยอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน รู้เลยว่าควรจะดูแลสุขภาพมากๆ
    สงสัยคงต้องมาเล่นอา.ละครั้งเป็นอย่างน้อย เพราะว่าเทียบกับเมื่อก่อน เราเข้าทีเดียว
    สองคลาสรวดเรยนะ...บอดี้คอมแบต กะ แดนซ์มูฟ แต่ตอนนี้แค่บอดี้คอมแบตคลาสเดียว
    ก็จะเดี้ยงแย้ววว พรุ่งนี้จะลุกไหวมั้ยเนี่ย เหอๆ
     
    ...ความคิดในใจ วันนี้...
    ตอนเดินตรง skywalk ไป Central World เห็นคนนึงเดินผ่านเราไป ข้างหลังเหมือนเพื่อน
    คนนึงสมัยมัธยมมากกกกก...ฉับพลัน...เลยหยิบโทรศัพท์กริ๊งกร๊างไปหาทันที
    ได้คุยกัน เพื่อนบอกว่า ชั้นนอนเป็นไข้อยู่บ้านเนี่ย จะไปเดินเฉิดฉายอยู่แถวนั้นได้งาย
    เหอๆ...เอาเป็นว่า เพราะคู่เหมือน (ด้านหลัง) ของแกแท้ๆ ชั้นถึงได้คุยกะแกเนี่ย
    คุยสารทุกข์สุขดิบไปมา...รู้สึกเลยว่า เพื่อนซี้ ถึงยังไงก็ยังให้ความรู้สึกเป็นเพื่อนอยู่วันยังค่ำ
    แม้ว่าไม่ได้เจอกันเป็นเวลานานมากแล้ว แต่ก็คิดถึงเสมอ...(แอบซึ้งยามดึก)
     
    เพื่อนเรายังบอกอีกว่า ฟังดูเสียงแกแล้ว ดูมีความสุขกว่าตอนไม่โสดอีกนะ 
    ฮ่าๆๆๆ แกจะมารู้ได้ไงว่าชั้นมีความสุข...คนมันเหงานะเฟ่ย ขนาดเล่นฟิตเนส ยังมาคนเดียวเรยเนี่ย
    แต่มันก็จริงอ่ะนะ จะว่าไป บางทีก็รู้สึกชิลล์สุดๆ ไปเลยอ่ะ อิสระมากๆ อยากทำไรทำ ไม่ต้องไปแคร์ใคร...
    แต่ก็นะ ช่วงเวลาแบบนี้จะอยู่อีกนานแค่ไหน ก็ไม่รู้...เหมือนไม่อยากจะให้อยู่นาน เพราะมันเหงาหง่ะ
    แต่อีกใจนึงก็แอบอยากเป็นงี้ไปเรื่อยๆ มันชินซะแร้ววล่ะ ทำไงดี
    เป็นไรมากเปล่าเนี่ยชั้น...เหอๆ
    ===============================
     
    February 14

    ความคิด...ไม่มีเสียง

    ยังเดินผ่านทุกวัน ที่ที่เราพบกัน เมื่อก่อน
    ยังจำซ้ำๆ ได้ทุกตอน
    ราวกับมีใครมาหมุนย้อนเวลา
    ...
    แต่ก็คงจะหมุนย้อนได้แค่ในความคิด
    ในชีวิตจริงคงไม่เจอกันอีกแล้ว
    ยืนอยู่ตรงที่เดิม แต่ไม่มีวี่แวว
    เธอจากไปแล้วและคงไม่ย้อนคืนมาหา
    ...
    *ได้แต่ฝากความคิดของฉันเอาไว้ เผื่อวันไหนเธอผ่านมา
    เห็นที่เดียวกันนี้ เธอจะนึกขึ้นได้ว่า
    เคยมีคนหนึ่งยืนข้างเธอ อยู่ตรงนี้เสมอ ตลอดมา
    ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้ อาจไม่เห็นได้ด้วยตา
    ฉันจะฝากเอาไว้ อยู่ในผืนดินและท้องฟ้า...
    มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า...ฉันยังรักเธอ
    ...
    อยากเจอเธอเหลือเกิน
    เพราะก่อนที่เราต้องเดินแยกทาง
    ฉันมีความคิดหลายๆอย่าง
    หลายอย่างเหลือเกินที่ฉันไม่ได้พูดไป
    แต่กลับมานึกขึ้นได้ในเวลานี้
    ในเวลาที่เธอเดินจากฉันไปแสนไกล
    หากเธอนั้นยังอยู่ จะกอดเธอให้ชื่นใจ
    และค่อยพูดออกไป ทุกสิ่งที่อยู่ในใจฉัน
    ...
    ขอ...ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้ อาจไม่เห็นได้ด้วยตา
    ฉันได้ฝากเอาไว้อยู่ในผืนดินและท้องฟ้า...มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า...
    ------------------------
    เพลงเพราะ...แม้ไม่ได้รู้สึกอย่างในเพลงทุกคำ แต่ก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่น และความรู้สึกดีดี
    January 05

    ทานตะวัน...บานแล้ว

    "ทานตะวันบานแล้ว...ที่สระบุรี"
    ขับรถไปตามถนนหลวงสายมิตรภาพ (แค่ชื่อก็รู้สึกเป็นมิตรแล้ว) พบป้ายที่ว่าอยู่ตามรายทาง
    เฮ้ยย...มันบานจริงป่ะเนี่ย ขับวกวนไปมาอยู่แถวแก่งคอย..อุโมงค์ต้นไม้..มวกเหล็ก..
    ก็ยังไม่พบ เจอแต่แบบบานแล้วเหมือนกัน แต่เป็นหย่อมๆ ที่ดาดดื่นก็เห็นมีแต่หน้าคว่ำแล้ว
    ดูแห้งๆ ซีดๆ น่าเศร้าใจยิ่งนัก...ท่าจะคว้าน้ำเหลวซะแล้วเรา
     
    และแล้ว เราก็ได้พบกับแปลงดอกทานตะวันเล็กๆ ข้างถนน เล็กกะทัดรัด แต่ได้ใจความ
    ทำให้คณะเดินทางรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง..
     
    ชอบ..เวลาดอกทานตะวันพลิ้วไหวไปตามลม เหมือนกำลังหัวเราะเริงร่า เชิดหน้าท้าแดด
    ราวกับจะบอกเราว่า "ตราบใดที่ยังมีแสงแดดของวันใหม่ ชั้นก็พร้อมจะลุกขึ้นสู้เสมอ"
     
    ...ทานตะวัน...หมายความว่า กินแสงแดดเป็นอาหารรึเปล่านะ?? ตลกแระชั้น
    พรุ่งนี้  จะลองทำตัวเป็นดอกทานตะวันดูซักครั้ง..คงรู้สึกดีไม่น้อย
    (แต่จะให้เงยหน้าท้าแดดนี่ต้องขอคิดดูก่อนนะ SPF80 จะเอาอยู่มั้ยเนี่ย 555)
    January 02

    Happy New Year 2009

    กาลเวลาผันผ่าน...
    อาจเปลี่ยนวันวานตามไปได้
    แต่ตราบใดที่ภาษายังไม่เปลี่ยนไป
    คำว่า "เพื่อน" เขียนอย่างไร ความหมายย่อมเหมือนเดิม
     
    กลอนนี้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปซักกี่ปี นานแค่ไหน ก็ยังจำได้ขึ้นใจ
    เพราะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน...
    ปีใหม่ผ่านไปอีกครั้ง เมื่อคืนตอนที่ใครๆ ก็รอเวลา countdown กันนั้น
    เราก็ได้แต่นั่งรอเรือข้ามฟากตรงท่าเรือสะพานตากสิน เพื่อที่จะกลับบ้าน
    แต่แล้วก็ไม่มีเรือ ต้องเดินออกมาที่ถนนเพื่อเรียกแท็กซี่...
     
    ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง...
    "Happy New Year นะ" ขอให้มีความสุขมากๆ ขอให้มีสิ่งดีๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตตลอดทั้งปีนะ
    ฉันพร่ำบอกกับตัวเองบนรถแท็กซี่ ขณะที่ใครๆ ก็ต่างชื่นชมกับพลุที่จุดอย่างอลังการริมแม่น้ำเจ้าพระยา
    ฟังดูเศร้าชะมัด...โดดเดี่ยวตั้งแต่ต้นปีเลยนะเรา เฮ้อ
     
    ช่วงนี้แอบสับสนในจิตใจ...เป็นเรื่องที่อาจจะงงๆ ตัวเองอยู่เล็กน้อย
    เพราะความรู้สึกบางอย่าง ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เราก็ยังคงไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
    ...เคยมั้ย...
    มีเพื่อนที่เวลาเราอยู่ใกล้ๆ แล้วรู้สึกดี
    เพื่อนที่เวลาเราเห็นเค้าเศร้า แล้วเราก็เศร้าตามไปด้วย
    อยากทำทุกอย่างเพื่อให้เค้ารู้สึกดีขึ้น...
    แต่ก็เพราะเราเป็นเรา...เลยทำได้ดีที่สุดแค่นี้
    เป็นได้แค่เพื่อน ที่จะคอยอยู่เคียงข้างตลอดไป
    ขอให้ปีใหม่นี้ "เพื่อน" หายเศร้านะ จะเอาใจช่วยเสมอ อย่ายอมแพ้ล่ะ
    +++++++++++++
    November 30

    การสิ้นสุด และ การเริ่มต้น

    และแล้ว วันสิ้นสุดของปีก็กำลังจะเวียนมาอีกครั้ง...
    การสิ้นสุดของวันเวลา ไม่ได้จำกัดความหมายแค่เพียง "การสูญเสีย" หรือ "จุดจบ"  
    แต่ยังหมายถึง "การเริ่มต้น" และ "การจุติ" ของสิ่งใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ
     
    ปีนี้ดีกรีความหนาวช่างมากมายกว่าทุกๆ ปี...โดยเฉพาะในใจ...ที่เริ่มจะด้านชา
    มีเพียง ความเหงา ความโดดเดี่ยว และ ความว่างเปล่า เป็นเพื่อน
    ทั้งๆ ที่ไม่ได้ต้องการ แต่ก็ต้องยอมรับเข้ามาไว้ในอ้อมกอดแต่โดยดี...
     
    คงเป็นเพราะ..เริ่มจะคุ้นเคยแล้วกระมัง
    บางช่วงขณะ มีความรู้สึกเหมือนจะเข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่
    +++รู้สึกได้ถึงความสงบของชีวิต+++
    การที่เราไม่ต้องดิ้นรนไขว่คว้า..ถอยหลังเว้นที่ว่างไว้สักก้าวสองก้าว
    เปิดโอกาสให้คนรอบข้างได้มีส่วนช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายในชีวิต...
    ก็น่าแปลก ที่ทำให้รู้สึกเป็นสุขได้...
    "การเปิดใจ" มีส่วนมากมายที่ทำให้เรารู้สึกเช่นนั้น
     
    เค้าว่ากันว่า "เวลาเสียอะไรบางอย่างไป มักจะมีอะไรบางอย่างเข้ามาทดแทน"
    เริ่มจะเห็นด้วยกับคำคำนี้แล้วล่ะ...เริ่มรู้สึกว่า การอยู่คนเดียวไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
    แม้ว่าก่อนหน้านี้จะจมอยู่ในภวังค์แห่งการสูญเสียคนที่คิดว่า "รักที่สุด" ไป
    เพราะการ "สูญเสีย" มักจะตามมาด้วยการ "เริ่มต้น" เสมอ
    ดังนั้น การได้อยู่กับตัวเองทำให้ได้เรียนรู้ ได้ทบทวนชีวิตในแต่ละวัน
    ได้ทำอะไรหลายอย่างที่อยากจะทำ ไม่ต้องการการเป็นเจ้าของ ไม่มีภาระ
    ไม่มีการคาดหวัง ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องคิดอะไรซ้ำซ้อน...
     
    ที่สำคัญ...ได้ค้นพบตัวเอง...ว่าอะไรที่"ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ" "ใช่" หรือ "ไม่ใช่"
    ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เป็นคนที่เกิดมาพร้อมกับคำว่า"อะไรก็ได้"
     
    เคยมีเพื่อนคนนึงเคยพูดกับเราไว้ นานแล้วล่ะ
    "เป็นตัวของตัวเองให้มากๆ นะ...เราเชื่อว่าแกทำได้"
    แม้ว่าคนที่พูดประโยคนี้จะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แต่คำพูดนั้นก็ยังก้องอยู่ในหัว
    เหมือนเพิ่งพูดให้ฟังเมื่อวานไงงั้น...
     
    คนคนนี้...ที่เป็นอะไรก็ได้เสมอสำหรับเพื่อนๆ ในวันวาน
    กลายเป็นคนที่เริ่มเป็นตัวของตัวเอง...ขึ้นมาบ้างแล้วนะ
    ++++++++++++
    ปล. วันนี้ออกแนวอารมณ์ศิลปินนะเรา...หุหุ ชอบตัวเองก็ตรงนี้นี่แหล่ะ (อ่ะเป็นงั้นไป)
     
    October 30

    ดูแลเขาให้ดีดี

    ฉันได้พูดคุยกับเขาแล้ว
    ได้เจอกับเขาคนนั้นของเธอ
    ก็บอกตรงๆ โกธรไม่ลงที่เธอได้เลือกเขา

    เห็นแล้วเขาดีขนาดไหน แตกต่างจากฉัน..ที่ชีวิตวุ่นวาย
    ไม่โกธรเธอแล้ว เหมาะกับเธอก็เขานั้นคู่ควร
    ทั้งหมดใจก็ยังรักเธอเสมอ
    และเข้าใจเมื่อเธอเดินทางที่ดี ไม่อยากจะฉุดรั้งเธอ

    ดูแลรักเขาให้ดีๆ อยู่กับเขาไปให้นานๆ มีเพียงเท่านี้ จะใช้เป็นคำส่งท้าย
    ดูแลรักเขาให้ดีๆ และจากนี้ไปเรื่องนี้จะจบ
    ตัดใจเสียที เธอได้คนดีก็หมดเวลาฉัน...
    ตั้งแต่นี้ ฉันขอลาก่อน

    รู้แล้วทำไมเธอเลือกเขา พอคุยกับเขาก็เลยเข้าใจ
    มันต่างกันไกล ไม่มีทางที่ฉันจะเทียบเลย
     
    ดูแลเขาให้ดีดี - เอ็นโดรฟิน (Endorphine)
    ++++++++++++
     
    ฟังเพลงนี้แล้วเศร้าๆ ยังไงก็ไม่รู้ ยิ่งพอได้ดูมิวสิค น้ำตาก็ไหลซะงั้นอ่ะ
    เหมือนจะดูเป็นคนดีนะ เสียสละ แต่ว่าชีวิตคนเรามันต้องเศร้าขนาดนั้นเลยหรองาย
    เฮ้ออ...อีกแล้วสิเรา ไม่ดีเร้ย อารมณ์แบบนี้ ถอนตัวไม่ขึ้นแล้วเนี่ยยย เวงกำเจงๆ
     
    October 24

    ดีหรือร้าย...ยากจะบอก

    เมื่อวานได้ไปเล่นฟิตเนสอีกครั้ง...
    รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ไปวิ่งๆๆ แล้วก็เข้าคลาสบอดี้คอมแบต และคลาสแดนซ์
    วันนี้ครูสอนเต้นหลีดเดอร์ปอมปอม...โอ้โฮ เหนื่อยใช้ได้เรยแฮะ
    ดีนะไม่มีต่อตัว โยนขึ้นลง ไม่งั้นจะสมัครเป็นตัวโดนโยนอ่ะนะ
    เพราะชอบอะไรแบบผาดโผน เหอๆ (แอบปิ๊งหนุ่มล่ำๆ ในคลาสด้วย แต่ก็นะ
    ต้องทำใจเพราะในฟิตเนสนี่ไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าเป็นผู้ชายแท้ป่าว ก็เศร้าปาย)
    กว่าจะเลิกก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่มแล้ว อาบน้ำออกมาก็คิดหนักว่าจะกลับบ้านยังไงดี
    ดึกป่านนี้ คงต้องแท็กซี่อย่างเดียวล่ะมั้ง แต่ภาพผู้คนรอเรียกแท็กซี่หน้าเซ็นทรัลเวิร์ด
    ทำให้ตัดสินใจขึ้นรถเมล์ได้ไม่ยากเย็นนัก...
     
    เดินๆๆ ข้ามสะพานลอย พลันตาเหลือบไปเห็นปอ.76 วิ่งผ่านหน้าผ่านตาไปอย่างไม่ใยดี
    แว้กกกก...กว่าอีกคันจะมานี่ ไม่ปาเข้าไปเที่ยงคืนหรอเนี่ย
     
    แต่ไม่นานอย่างที่คิดแฮะ
    ปอ.76 อีกคันจอดเที่ยบท่า...เตรียมตั้งท่าจะวิ่งเพื่อชิงถ้วยทอง
    ไมมีตรูขึ้นอยู่คนเดียวฟระ! งงเต็ก ขนาดกระเป๋ายังงงว่าไมไม่มีคนขึ้น
    สงสัยไปกะคันก่อนหน้าหมดแล้ว...
     
    รถวิ่งไปเรื่อยๆ พลางคิดไปว่า อือก็ดีเหมือนกันเนอะ เหมือนได้นั่งรถส่วนตัว แถมคนขับ
    และกระเป๋า...ดีนะที่เราตัดสินใจขึ้นรถเมล์ ทั้งๆที่ทีแรกก็ดูท่าว่าจะแย่ ต้องรอรถนานแหง
    แต่โชคร้ายก็มักจะพลิกผันเสมอ ถ้าเรามองหาแง่ดีของมัน...
     
    เหมือนคำพูดหนึ่งที่เคยอ่านจาก Fwd เมล์เมื่อนานมาแล้ว
    และเป็นคติประจำใจเราเสมอมา "ดีหรือร้าย ยากจะบอก" มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
    คนเรามักตีโพยตีพายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองมันไม่ยุติธรรม หรือเป็นสิ่งที่เลวร้ายเอามากๆ
    แล้วก็พยายามอย่างมากที่จะเรียกร้องให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองต้องการ..
    แต่บางครั้งการที่เราไม่ได้ทำอย่างที่ใจปรารถนา ก็อาจนำมาซึ่งความโชคดีอย่างน่าอัศจรรย์
     
    เราเชื่อว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต มันมีเหตุผลของมันเสมอ
    เหมือนอย่างในหนังสือ "The Last Lecture"ของศาสตราจารย์ แรนดี เพาวซ์ ที่บอกว่า
     
    "กำแพงอิฐที่อยู่ตรงหน้า ต้องมีเหตุผลสิน่าถึงมาอยู่ ไม่ใช่เพื่อที่จะขวางกั้นเรา
    แต่เพื่อทดสอบว่าเราต้องการสิ่งนั้นมากขนาดไหนต่างหาก"
    (ใครยังไม่ได้อ่านควรมีไว้ซักเล่มนะ ดีมากเลย อ่านแล้วจะทำให้วันทุกวันมีคุณค่า และมีความสุขในการมีชีวิตอยู่)
     
    ++ ก่อนนอนคืนนี้ ขออวยพรให้ทุกคนที่กำลังต่อสู้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ที่กำลังคร่ำเคร่งกับ
    ทีซีส, การสอบประมวล, การทำ IS หรือโปรเจคก่อนเรียนจบ รวมไปถึงคนที่กำลังทำงานหนัก
    ประมาณว่า "งานเข้า" ขอให้ข้ามกำแพงอิฐไปได้ แล้วจะพบว่า
    "มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดแฮะ เราก็ทำได้นี่นา" สู้ต่อไป...
     
    ปล. เออ...อ่านไดอารี่ข้างล่าง ที่บอกว่าอยากทำนู่นทำนี่ภายใน 1อาทิตย์เนี่ย
    เราทำได้ตั้ง 9 อย่างแน่ะ (เดินงานหนังสือ, เล่นฟิตเนส, ช็อปปิ้ง, ทำฟัน, อบไอน้ำ, นวด,
    นัดเจอเพื่อน, นอน, นั่งชิวริมน้ำ) เก่งหมือนกันนะเราเนี่ย...
    ดีใจ..ที่ได้ทำอะไรเพื่อตัวเองซะบ้าง
     
    October 18

    อย่า อยู่ อย่าง อยาก

    ว่าง 1 อาทิตย์...
    แค่ 1 อาทิตย์...
    แต่ก็เป็น 1 อาทิตย์ที่มีความหมาย
    อยาก ทำ อะ ไร ตั้ง มาก มาย
     
    ...อยากไปเดินงานหนังสือ...อยากเล่นฟิตเนส...อยากช็อปปิ้ง...อยากไปเที่ยวทะเล...
    ...อยากไปทำฟัน...อยากไปอบไอน้ำ...อยากไปนวด...อยากดูหนัง...อยากโดดบันจี้จัมพ์...
    ...อยากร้องเกะ...อยากไปทำบุญ 9วัด...อยากเจอเพื่อน...อยากว่ายน้ำ...อยากนอน...
    ...อยากไปนั่งชิวริมน้ำ...อยากดูละครเวที...อยากไปออกค่าย...อยากกินพิซซ่าเตาถ่าน...
    ...อยากเล่นบานาน่าโบ๊ต...อยากขี่จักรยานเสือภูเขา...อยากเล่นสโนว์บอร์ด...
    ...อยากไปแดนซ์...อยากเจอเพื่อนสมัยอนุบาล...อยากไปญี่ปุ่น...อยากลงออนเซ็น
    ...อยากสอบญี่ปุ่นให้ผ่าน...อยากเรียนจบไวไว...อยากไปเที่ยวดาวนาเม็ก...
    ...อยากไปอยู่เกาะ...อยากทำงานแบบมีคนจ้างให้ไปเที่ยวแล้วมาเขียนคอลัมน์...
    ...อยากเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม...อยากไปกรีซ...อยากย้อนกลับไปสมัยม.ปลายแล้วตั้งใจเรียน...
    ...อยาก อยาก อยาก มี ใคร ซัก คน ที่ รู้ จายยย...อะ เจ้ยย ไงเนี่ย...
     
    เฮ้อ ไมอยากหลายอย่างจัง มีเวลาแค่ 1 อาทิตย์ จะไปทำอะไรได้เยอะแยะขนาดนั้น
    เคยมีคนบอกไว้ว่า "อย่า อยู่ อย่าง อยาก" ชีวิตนี้สั้นนัก อยากทำอะไรก็รีบๆ ทำ
    พอเวลาผ่านไปเราจะได้ไม่มานั่งเสียดาย ว่ายังไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำ
    ตอนนี้ขอทำ อยากแรกก่อนเรย คือ "อยากนอนนนนนนนนนนนนนน" ง่วงโคตร
    ไปนอนดีก่า (คืนนี้เพื่อนๆไม่ออนไลน์เรย ไปไหนกันหมดเนี่ยย)
    October 07

    ๏~* ม า ต ร วั ด ค ว า ม รั ก *~๏

    'มาตรวัดความรักไม่ได้วัดกันตรงที่...
    ใครรักก่อน หรือ รักทีหลัง'
    คนที่รักมานาน . . . อาจไม่ได้รักมากกว่า
    และ . . . คนที่รักทีหลัง . . . อาจไม่ได้รักน้อยกว่า
    เพราะความรักไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาเพียงอย่างเดียว
    คนที่มาก่อน' รั ก ก่ อ น '
     
    +++++++++++++++
     
    วันคืนที่ผ่านมามากมายอาจไม่มีค่าไม่มีความหมายเลย
    ถ้าหากเพียงแค่ต้องรักไปวัน ๆ . . .
    หรือรักไปเหมือนกับทุก ๆ วันที่เคยรัก
    รักอย่างเป็นหน้าที่ . . . หรือรักเพราะเคยรัก . . .
    ในขณะเดียวกัน . . .
    กับวันคืนเพียงไม่กี่วันของคนที่มาทีหลัง . . .
    ก็อาจมีค่ามากเหลือเกิน
     
    ++++++++++++++++
     
    ความรัก จึงไม่ได้สำคัญที่ว่ารักกันมานานแล้ว
    หากแต่ความรักสำคัญตรงที่ เราใช้ทุกวันให้มีค่า
    ให้เต็มไปด้วยความหมายแห่งรัก 
     
    +++++++++++++++++
     
    รักแล้ว . . . ทำสิ่งดีๆ ให้กันด้วยความเต็มใจ และกระตือรือร้น
    นั่นแหละจึงจะเรียกว่าความสำคัญของ ' รั ก '
    +++++++++++++++++
     
    ใครรักมาก หรือ รักน้อยจึงไม่ได้วัดกันที่ระยะเวลา
    และไม่อาจเชื่อมั่นในคนที่มาก่อน . . .
    หรือ ไม่อาจดูถูกคนที่มาทีหลังว่าเขาไม่มีความสำคัญ
    ความจริงแล้วคนที่มาที่หลังอาจสำคัญมากกว่าคนมาก่อนก็ได้
    คุณว่าจริงมั๊ย . . .?

    ++++++++++++++++++
    "วันคืนที่ผ่านมามากมายอาจไม่มีค่าไม่มีความหมายเลย
    ถ้าหากเพียงแค่ต้องรักไปวัน ๆ . . . "
    โดนเจงๆ ใครเป็นคนคิดเนี่ย สุดทีนนนน
     
    September 25

    ...จำทำไม...

    "ยังเก็บไปฝันอยู่อีกหรอ..."
    นั่นสินะ ทำไมคนเราต้องจำในสิ่งที่มันน่าจะลืมไปตั้งนานแล้ว
     
    บางครั้งคนเราก็ลืมในสิ่งที่น่าจะจดจำได้
    แต่ทำไมมันถึงได้ยากเย็นนักนะ กับการที่เราจะลืมใครซักคน
    ทั้งๆ ที่มีอะไรให้ทำตั้งเยอะแยะ แต่พออยู่คนเดียว ก็เป็นซึมอีกแล้ว
    ทรมานจัง...ท่าจะเป็นเวรกรรมซะละมั้ง ถึงได้คิดวนเวียนอย่างนี้
     
    เหมือนโดนพันธนาการทางความคิดยังไงก็ไม่รู้
    อยากจะหนีไปไกลๆ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะมีภาระผูกพันเรื่องเรียน
    แถมช่วงนี้งานน่าเบื่อโคตรๆ เซ็งชะมัด
    อยากจะลืม ใครซักคน ใครรู้วิธีลืมง่ายๆ บ้าง ช่วยแนะนำที
     
    +++++++++
    แต่ทำไมๆ ต้องจำ เมื่อเธอไม่คิดจริงใจ
    ทำไมๆ ความรักที่เธอนั้นลืมต้องเก็บมาคิดฟูมฟาย
    อะไรๆ ยังย้อนเข้ามา ทุกช่วงเวลา
    นั้นยังไม่เคยจางหาย วันที่ฉันมีเธอ
    ไม่ว่าเวลาจะนานเท่าไร ฉันลืมไม่ได้จริงๆ

    อยู่ตรงนี้ ทุกครั้งที่นอนเดียวดาย
    แค่หลับตาก่อนนอนครั้งใด
    ยังเห็นเธออยู่ เธอยังไม่ลบเลือนไป
    จากวันนั้น วันนี้ฉันไม่มีใคร
    เก็บอาการซ่อนความเสียใจ
    ยังรักเธออยู่อีกนานไหม

    รู้ทั้งรู้ว่ารักเธอคงไม่ย้อนมา
    รู้ทั้งรู้ต้องใช้เวลาเพื่อลืมเธอ เข้าใจ

    แต่ทำไมๆ ต้องจำ เมื่อเธอไม่คิดจริงใจ
    ทำไมๆ ความรักที่เธอนั้นลืมต้องเก็บมาคิดฟูมฟาย
    อะไรๆ ยังย้อนเข้ามา ทุกช่วงเวลา
    นั้นยังไม่เคยจางหาย วันที่ฉันมีเธอ
    ไม่ว่าเวลาจะนานเท่าไร ฉันลืมไม่ได้จริงๆ

    รู้ทั้งรู้ว่ารักเธอคงไม่ย้อนมา
    รู้ทั้งรู้ต้องใช้เวลาเพื่อลืมเธอ เข้าใจ

    แต่ทำไมๆ ต้องจำ เมื่อเธอไม่คิดจริงใจ
    ทำไมๆ ความรักที่เธอนั้นลืมต้องเก็บมาคิดฟูมฟาย
    อะไรๆ ยังย้อนเข้ามา ทุกช่วงเวลา
    นั้นยังไม่เคยจางหาย วันที่ฉันมีเธอ
    ไม่ว่าเวลาจะนานเท่าไร ฉันลืมไม่ได้จริงๆ

    คนที่รักจริงจัง จะรักเพียงเธอทั้งหมดใจ
    ฉันลืมไม่ได้จริงๆ
    ++++++++++
    (ปกติไม่ค่อยชอบเพลงนี้เท่าไหร่นะ แต่วันนี้มันโดนเข้าเต็มๆ จนหน้าชาเรย)
    September 20

    "เพื่อน"

    ผ่านไปแค่วันเดียว อยู่ดีๆ ก็มีเรื่องอยากให้เขียนขึ้นมา ซะงั้น
    (จิงๆ ต้องอ่านหนังสือนะ พรุ่งนี้สอบ แต่ขอตามใจตัวเองหน่อยเหอะ)
     
    ณ บ้านหลังนี้ออกจะเหงาๆ อยู่ซักหน่อย
    แต่หัวใจก็พองโตเล็กๆ เพียงแค่ได้รู้ว่า โลกนี้ยังมีคนคิดถึงกัน
    แอบไปอ่านเวบ "เพื่อน" คนหนึ่ง ที่รู้จักกันด้วยความสงสัยของเราเองเป็นต้นเหตุ
    จะว่าด้วยความรู้สึกอะไรก็ไม่รู้ล่ะ ตอนนั้นอิจฉาหรืออะไรซักอย่าง ไม่ค่อยดีอ่ะนะ
    แต่ก็คุยทางเอ็มกันไปมาอยู่เนืองๆ นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นให้รู้จักกัน...
     
    ก็แปลกดี..ที่สนิทกันเร็วขนาดนั้น จะเป็นเพราะเราอยากรู้เรื่องของใครบางคนหรือ??
    ก็คงไม่ใช่อ่ะ ตอนแรก เราออกจะรู้สึกเจ็บแปลบด้วยซ้ำ
    ที่ได้ยินเรื่องราวของเค้าตลอดเวลา ฟังดูเหมือนไม่ยุติธรรม...
    "ทำไมชั้นจะต้องรับรู้เรื่องของเค้าผ่านผู้หญิงคนนี้ด้วยนะ" ตอนนั้นคิดอย่างนั้นจริงๆ
    เกือบไม่คุยด้วยแล้ว...
     
    แต่เราก็ได้ก้าวข้าม "จุดเปลี่ยนผ่าน" ของชีวิต (เอ๊ะคุ้นๆ นะ)
    จากความคิดที่จะปิดกั้น...
    "เธอไม่ผิดซะหน่อย ที่รู้จักเค้า แล้วบังเอิญเค้าที่ทำให้เราผิดหวัง
    แล้วก็ทำให้เราได้รู้จักเธอ"
    หากลองเปิดใจ จะรู้ว่ามันคนละเรื่องกัน...
    จริงๆ ต้องขอบคุณตานั่น ที่ทำให้เราได้รู้จักกัน
     
    ความเป็นเพื่อน บางทีมันก็มีอะไรบางอย่างที่มันเหมือน "คลิ๊ก" กัน
    อาจจะฟังดูเวอร์ไปหน่อย จริงๆ เราค่อนข้างจะต่างกัน ในเกือบทุกเรื่อง
    เธอพูดเก่ง เราพูดน้อย
    เธอดูผู้ยิ้ง ผู้หญิง เราออกจะเซอร์ๆ ไม่ค่อยแต่งตัว
    เธอสวย ถึก บึกบึน (เอ๊ะ นี่ชมป่าวเนี่ย) ส่วนเราน่ารัก คิกขุ (ไปนั่น)
    แม้ว่าเราจะต่างกันในหลายมุม แต่เราก็มีอะไรบางอย่างที่เหมือนกัน
     
    เราไม่โทษใคร ที่วันนึงคนคนนึงทำให้เราต้องผิดหวัง
    แต่ฟ้าก็เหมือนจงใจ ส่งเธอมาช่วยสร้างภูมิค้มกันในจิตใจ
    เธอมีส่วนช่วยอย่างมาก ที่ทำให้เรากลับไปคุยกับเค้าแบบ "เพื่อน" ได้อีกครั้ง
    ต้องขอบคุณมากมาย ที่ทำให้ความรู้สึกดีดีที่เคยมีให้เค้า ยังคงอยู่...
     
    สุดท้ายคำว่า "เอาวะ" และ "ช่างแม่ง" ก็ยังคงเป็นคติเล็กๆ ในใจ
    ที่เราเคยให้กำลังใจกันตลอดมา
    เพราะชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ...
    September 19

    ก่อนนอนวันนี้...ขอขอบคุณจากใจ

    เวลาผ่านไป...เร็วชะมัด จะสองเดือนแล้วนะ ที่ไม่ได้อัพไดฯเรย
    แต่จะมีประโยชน์อะไร มานั่งอัพฯ ก็ไม่มีใครมาติดตามอยู่ดี
    แถมคนที่อยากให้อ่าน เค้าก็ไม่มาอ่านซะหน่อย (แอบน้อยจาย...ใครฟะ)
    เอาเหอะ เขียนบ่นไปเรื่อย เหมือนอายุมากขึ้น ก็บ่นมากขึ้นตามลำดับ
     
    คืนนี้ อารมณ์ไงก็ไม่รู้ เหมือนว่าจะอึมครึม แต่ก็ชิวๆ นะ เพราะว่าสอบเสร็จแล้ว ส่งรายงานไปแล้ว
    แถมอีกวิชาก็เลื่อนพรีเซ็นต์ไปอีกอาทิตย์นึง...ชิวชะมัด
     
    ตอนนี้กะลังฟังเพลง "อกหัก" ของบอดี้สแลม
    ไม่ได้กะลัง "อกหัก" แต่เพลงมันรันขึ้นมาของมันเอง
    อารมณ์ที่ฟังวันนี้ กะเมื่อแปดเดือนที่แล้ว ต่างกันมากมาย
    แปดเดือนที่แล้ว เพลงนี้ช่างมีความหมายกับเรามากมาย...ให้กำลังใจกันสุดฤทธิ์
    แทบจะเป็นสาวกพี่ตูน บอดี้สแลมไปแล้ว เปิดฟังทุกเช้า เย็น
     
    เสียงเพลง "อกหัก" ในวันนี้
    ต่างกับวันก่อน ในอารมณ์ที่เย็นขึ้นอย่างลุ่มลึก
    ทั้งๆ ที่วันก่อน ฟังไปร้องไห้ไป ทรมานสุดๆ อย่างบอกไม่ถูก
    แต่ก็ต้องขอบคุณพี่ตูน ที่ไม่เคยทอดทิ้งแฟนเพลง...
    ที่สำคัญ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ให้กำลังใจกัน อยู่เป็นเพื่อนกัน ทำให้ผ่านพ้นวันร้ายๆ ไปได้
     
    เสียงเพลง "อกหัก"ในวันนี้
    ทำให้มองชีวิตเปลี่ยนไป...ให้ความรู้สึกว่า
    ...ชีวิตมันก็แค่นี้เอง...
     
    "ชีวิตแค่โดนทำร้าย แต่ที่สุดมันต้องไม่โดนทำลาย
    แค่วันนี้หัวใจสลาย เตือนตัวเองว่าถึงยังไงฉันยังต้องอยู่
    ความรักลวงหลอกมันก็แค่เจ็บปวด ไม่มีค่า
    ให้มันทำลายชีวิตไม่ได้"
     
    อกหัก...ก็ไม่เห็นตายนี่นา...
    ก็ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมออออ
     
    ปล. อยากขอบคุณที่โลกสร้างใครบางคนขึ้นมา...
                  ทำให้เราได้รู้จักคำว่า "รัก" (แน่ะ แอบเน่านะเรา)
         อยากขอบคุณที่โลกสร้างใครบางคนขึ้นมา...
                  ทำให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาที่เลวร้ายมาได้ (ไม่ขอเอ่ยชื่อ แต่อยากขอบคุณจากใจ)
         อยากขอบคุณที่โลกสร้างใครบางคนขึ้นมา...
                  ทำให้เรามีช่วงเวลาที่สนุกสดใส ร่าเริง มีรอยยิ้ม
    สุดท้าย...อยากขอบคุณที่โลกสร้างใครบางคนขึ้นมา...
                  ทำให้เราหวั่นไหว...แอบยิ้มในใจ แม้เค้าจะไม่เคยรู้เลยก็ตาม (แง่ะ จบแปลกนะเราเนี่ย หุหุ)
        
    July 23

    จ่อยว่ะ

    เฮ้ออออ
    เกลียดความฝันที่สุดเลย...
    ทำไมคนเราต้องฝันถึงในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ด้วย
    เราคิดอยู่เสมอว่า ไม่ว่าความฝันอะไรๆ ถ้าเราทำด้วยใจ
    และมุ่งมั่นมากพอ ก็สามารถทำให้เป็นจริงได้ด้วยสองมือเรา...
     
    แต่ในความเป็นจริง ความฝันที่เข้ามาบรรเลงเวลาที่เรานอนหลับ
    ทำให้รู้สึกว่าไม่อยากจะตื่นขึ้นมาเลย อยากจะอยู่ในความฝันอย่างนั้นตลอดไป
    เพราะถึงตื่นขึ้นมา เราก็ไม่สามารถจะพลิกชะตา ให้กลับมาสมหวังอย่างที่ฝันได้
    มันช่างโหดร้ายต่อความรู้สึกเหลือเกิน...
    ทำอะไรไม่ได้เลย...นอกจากพยายามจะลืม ลืม ลืม
    บอกไม่ถูกหง่ะ ทรมาน
    วันนี้เกิดอาการ จ่อย...อย่างแรง (จ๋อย + กร่อย) ยืมมุกเค้ามา
     
    คืนนี้...ขออย่าให้ฝันถึงกันอีกเลย
    จากกันด้วยดีเถิด